ReadyPlanet.com
dot dot
dot
สิ่งอำนวยความสะดวก
dot
bulletบริการบ้านพัก
bulletบริการร้านอาหาร
bulletบริการับจัดสัมมนา
bulletบริการล่องเรือชมปลาโลมา
bulletบริการเรือแคนนู
dot
ข้อมูลท่องเที่ยวบ้านปลาโลมา รีสอร์ท
dot
bulletบรรยากาศบ้านปลาโลมา รีสอร์ท
bulletล่องเรือชมปลาโลมา
bulletดูนกนานาชนิดที่เกาะนก
bulletพายเรือแคนนูชมป่าชายเลน
bulletชมฟาร์มเลี้ยงปลากะพง
bulletดูหิ่งห้อยนับร้อยฝูงใหญ่
bulletตกปลาและกุ้งแม่น้ำ
dot
Link Exchange
dot
bulletจองโรงแรม ที่พักทั่วไทย
bulletนำเที่ยวทั่วไทย
bulletThailand Guide
bulletจำหน่ายเครื่องพิมพ์วันที่ผลิต
bulletจำหน่ายเครื่องพิมพ์บาร์โค้ด
bulletInkjet machines
bulletห้องว่างให้เช่า




ดูหิ่งห้อยนับร้อยฝูงใหญ่ article
หิ่งห้อยที่บ้านปลาโลมารีสอร์ท
ดุหิ่งห้อยที่บ้านปลาโลมารีสอร์ท
ดูหิ่งห้อยที่บ้านปลาโลมารีสอร์ท

หลังจากหน้าฝนเริ่มจางหาย แสงวิบวับนับร้อย จะเริ่มเรืองรองขึ้นในยามราตรีของค่ำคืนที่โลมารีสอร์ท สีแห่งหิ่งห้อยที่น่ารัก และสวยงาม ช่วยเติมสีสันให้กับท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่แห่งนี้จะให้คุณได้สัมผัสกับแมลงตัวน้อยเหล่านี้ได้เต็มตาและตื่นใจ

เกี่ยวกับหิ่งห้อย
หิ่งห้อยเป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก อาศัยอยู่ตามใบไม้ เมื่อผสมพันธ์แล้วจะวางไข่ฟองเดี่ยว ตามดินหรือที่ชื้นแฉะ ไข่ฟัก เป็นตัวหนอนมี 4-5วัน เข้าดักแด้ และเป็นตัวเต็มวัย หิ่งห้อยมีชีวิตอยู่ 3-12 เดือน แล้วแต่ละชนิด หิ่งห้อยก็จะกะพริบแสงเพื่อสื่อหาคู่ ของมันมาผสมพันธ์ แสงของหิ่งห้อยเกิดจากกระบวนการทางเคมี ซึ่งมีสารลูวิเฟอรินทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เช่น ปฏิกิริยาลูซิเฟอเรส และ ได้รับพลังงาน เอทีพี เป็นโปรตีนที่ให้พลังงานในเซลล์ หิ่งห้อยชอบอกหากินในเวลากลางคืน โดยบริเวณที่มีน้ำที่สะอาด และบริเวณป่าโกงกางป่าชายฝั่งทะเล และต้นลำพูน ตัวหนอนของหิ่งห้อยอาศัยอยู่ในน้ำที่สะอาด หิ่งห้อยนี้ยังสามารถบอกความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้ด้วย หิ่งห้อยเรืองแสงได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย หิ่งห้อยกินสัตว์เล็กๆเป็นอาหาร แสงของหิ่งห้อยมีสีเขียวเหลือง หิ่งห้อยที่บินวอนตามพุ่มไม้เป็นหิ่งห้อยตัวผู้ ตัวเมียชอบเกาะนิ่งตามกิ่งไม้ใบไม้ หิ่งห้อยจะกะพริบแสงตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเวลานำหิ่งห้อยมาขังไว้ในความมืดจะพบว่าหิ่งห้อยกะพริบแสง ตลอด 24 ชั่วโมง เราจะเห็นได้ว่าเวลาที่หิ่งห้อยกะพริบแสงนั้น จะกะพริบพร้อมๆกันแต่ถ้าเราแยกหิ่งห้อยออกจากกลุ่ม จะสังเกตเห็นการกะพริบแสงของหิ่งห้อยแต่ต่างกันไป เพราะถ้าหิ่งห้อยอยู่ในฝูงของมันหิ่งห้อยจะมีการปรับตัวเอง โดยการกะพริบแสงที่เหมือนกัน แล้วหิงห้อยยังสามารถบอกถึงฤดูกาลได้อีกด้วย ยามหิ่งห้อยออกหากินคือยามโพล้เพล้แล้วพระอาทิตย์ตกดินเล็กน้อย หรือในคืนข้างแรม เราจะพบว่ามันกะพริบแสงเหมือนไฟต้นคริสต์มาส มนุษย์รู้กับหิ่งห้อยมา 2000 ปี มาแล้ว คนจีนโบราณและชาวบราซิลในอดีตจะจับหิ่งห้อยใส่ขวดแก้ว เพื่อนใช้แทนตะเกียง ต้องใช้หิ่งห้อยตัวเต็มทีเพียง 6 ตัว ให้แสงสว่างก็เพียงพอสำหรับอ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้ คนญี่ปุ่นก็นิยมใช้ตะเกียงหิ่งห้อยเช่นกันทุกวัน เรา จะพบหิ่งห้อยที่เอเชียตอนใต้ เช่น ไทย พม่า มาเลเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และใต้ ในโลกเรามีหิ่งห้อยราว 2000 ชนิด ลำตัวหิ่งห้อย ยาว 2-25 มิลลิเมตร ในยุโรปหิ่งห้อยชอบกินน้ำหวานจากเกสรดอกดอกไม้ หิ่งห้อยอยู่ได้นานถึง 2 เดือน

ลักษณะสำคัญของหิ่งห้อย
ลักษณะร่างกายที่สำคัญก็มีหลายอย่างด้วยกันอาทิเช่นของหิ่งห้อย
1. ปีกของหิ่งห้อย มีลักษณะปีกไม่แข็ง ปีกมีสีดำตรงกลางส่วนขอบจะเป็นสีเหลืองทั้งสองข้าง ปีกของมันจะมี 2 ชั้น ชั้นที่ 2จะมีลักษณะสีดำบาง
2. หัว หัวของหิ่งห้อยมีลักษณะวงรี มีสีเหลืองปนน้ำตาลมีหนวด 2 ข้างสีดำ หัวของมันจะมีกอบสีเหลืองปนน้ำตาล มาครอบไว้ใต้กอบของมันจะมีตาโตสีดำ และปาก
3. ลำตัว ลำตัวจะมีลักษณะเป็นปล้อง หน้าอกของหิ่งห้อยจะอยู่ปล้องบนสุด จะมีลักษณะนูนแข็งสีดำ ตรงกลางจะมีปล้อง 3 ปล้อง จะเป็นสีดำ ส่วน 2 ปล้องสุดท้ายซึ่งบริเวณนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นส่วน ที่สามารถเปล่งแสงได้และตรงนี้จะมีลักษณะเป็นสีขาวส่วนปลายสุดท้าย จะมีขนาดเล็กสุดจะมีสีเหลือง
4. ขา ขาของหิ่งห้อยมีลักษณะเป็น 3 ข้อ มี 6 ขา ปลายขาของหิ่งห้อย จะเป็นเหนี่ยว ๆ เพราะเป็นที่เอาไว้ยึดเกาะต้นไม้ใบไม้

กลไกการเปล่งแสงของหิ่งห้อย
อวัยวะที่ทำให้เกิดแสงของหิ่งห้อย อยู่ด้านใต้ของปล้องท้อง สองปล้องสุดท้ายในตัวผู้ และ สามปล้องสุดท้ายในตัวเมีย ภายในปล้องมีเชลล์ขนาดใหญ่เรียกว่า โฟโตไรด์ ( photocytes ) อยู่จำนวน 7000-8000 เชลล์เรียงกันอยู่เป็นกลุ่มรูปทรงกระบอก หลายกลุ่มภายใต้ผนังลำไส้ใส เซลล์โฟโตไซต์จะเป็นที่ทำให้เกิดแสง มีท่ออากาศและเส้นประสาท เข้าไปหล่อเลี้ยงจำนวนมาก ถัดเข้าไป ภายในเป็นชั้นของผลึกพวกสาร ยูเรต ขนาดเล็กละเอียด ทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง การให้กำเนิดแสงเป็นผลจากปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเชลล์ มีการผลิตแสง โดยการไม่ใช้พลังงานความร้อน ภายใต้การควบคุมงานของ สารที่เรียกว่า เอ็นไซม์ มีผลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารในเชลล์ และการหมุนเวียนพลังงาน เอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องคือ ลูซิเฟอรัส จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสาร ลูซิเฟอริน ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยา ที่ต้องการแก๊ซออกซิเจน ไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิกิริยาการเผาไหม้ภายในเชลล์ อวัยวะที่ทำให้เกิดแสงของหิ่งห้อย อยู่ด้านใต้ของปล้องท้องสองปล้องสุดท้ายในตัวผู้ และ สามปล้องสุดท้ายในตัวเมีย ภายในปล้องมีเชลล์ขนาดใหญ่เรียกว่า โฟโตไรด์ ( photocytes ) อยู่จำนวน 7000-8000 เชลล์เรียงกันอยู่เป็นกลุ่มรูปทรงกระบอกหลายกลุ่มภายใต้ผนังลำไส้ใส เซลล์โฟโตไซต์จะเป็นที่ทำให้เกิดแสง มีท่ออากาศและเส้นประสาท เข้าไปหล่อเลี้ยงจำนวนมาก ถัดเข้าไปภายในเป็นชั้นของผลึกพวกสาร ยูเรต ขนาดเล็กละเอียด ทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง การให้กำเนิดแสงเป็นผลจากปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเชลล์ มีการผลิตแสงโดยการไม่ใช้พลังงานความร้อน ภายใต้การควบคุมงานของ สารที่เรียกว่าเอ็นไซม์ มีผลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารในเชลล์ และการหมุนเวียนพลังงาน เอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องคือ ลูซิเฟอรัส จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสาร ลูซิเฟอริน ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยาที่ต้องการแก๊ซออกซิเจน ไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิกิริยาการเผาไหม้ภายในเชลล์

กลไกควบคุมการเรืองแสงของหิ่งห้อย
การเปรียบเทียบปฏิกิริยาการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต (bioluminescence) และการเรืองแสงในระบบสิ่งไร้ชีวิต มีข้อแตกต่างสำคัญก็คือ การเรืองแสงในระบบสิ่งไร้ชีวิตเป็นผล ของการเปลี่ยนแปลงความร้อนหรือกระแสไฟฟ้าหรือการสั่นสะเทือนของอณู ส่วนการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตเป็นผลจากปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเซลล์ มีการผลิตแสงที่ไม่มีพลังงานความร้อน และสีที่ปรากฏพบใน สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว จะเป็นแสงสี (น้ำเงินเขียว) ถึงช่วงคลื่นประมาณ 0.0000565 ซม. สีเขียวปนเหลือง จะพบในสัตว์หิ่งห้อย มีชั่งคลื่น 0.0000614 ซม. สีแดง พบในสัตว์พวกหนอนรถไฟ

การเรืองแสงในสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นภายใต้สภาวะ แวดล้อมต่างกัน มีส่วนให้ต่างกันในเรื่องแง่ของ สี แสง ตำแหน่ง ช่วงเวลา และจังหวะการเรืองแสง แต่การเรืองแสงในสิ่งมีชีวิทุก ชนิดเป็นปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเซลล์ ภายใต้การควบคุมงานของสาร ที่เรียกว่า เอ็นไซม์ปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเซลล์ที่มีสิ่งมีชีวิตมีผลสำคัญ คือเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารในเซลล์ การหมุนเวียนพลังงาน ในปฏิกิริยาการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต เอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้อง คือ ลูซิเฟอรัส จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสารลูซิเฟอริน ปฏิกิริยานี้ เป็นปฏิกิริยาที่ต้องการก๊าซออกซิเจนเพื่อไปทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงแบบปฏิกิริยาเผาไหม้ภายในเซลล์ ในกรณีนี้เป็นการเกิดของ พลังงานแสงภายในเซลล์ของสัตว์แต่ละชนิดที่สามารถเรองแสงได้

แสงที่เกิดขึ้นจึงเป็นพลังงานที่ถูกเปลี่ยนมาจากพลังงานที่เกิดจาก ปฏิกิริยาเคมีที่อาจเกิดได้ในหลอดแก้วที่มีเอ็นไซม์และวัตถุดิบลูซิเฟอริน ที่สกัดจากเซลล์เรืองแสง ก๊าซออกซิเจนและ ATP ซึ่งเป็นสารประกอบ ที่มีพลังงานสูง พบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั่วไป แสงที่เกิดจากการ ใช้ ATP จากเซลล์ปกติจะมีความเข้มมากกว่าแสงเรืองที่เกิดในการ ใช้ ATP จากเซลล์มะเร็ง ข้อแตกต่างนี้นอกจากจะแสดงกลไกของปฏิ กิริยาการเรืองแสงแล้ว ยังให้ความหวังว่าอาจใช้การวัดความเข้มของแสงที่ได้รับเป็นดรรชนีในการวินิจฉัยสภาพของเซลล์ในการตรวจสอบมะเร็งได้

สรุปจากการเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่มีการเรืองแสง ตั้งแต่จุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่มีเซลล์เดียวกัน จนถึงพวกที่มีกระดูกสันหลัง และ ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดพบว่า เป็นปฏิกิริยาชีวเคมีแบบเดียวกันซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ต้องใช้ออกซิเจนไปทำปฏิกิริยากับสารในเซลล์ โดยการควบคุมของเอ็นไซม์ และ จะปล่อยพลังงานในรูปของแสง การเกิดวิวัฒนาการของขบวนการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตนี้จึงสันนิษฐานว่าเป็นขบวนการเริ่มแรกที่เกิดขึ้นในโลกโดยเฉพาะปัจจุบันนี้เริมมีการผลิตออกซิเจนโดยขบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชสีเขียวและเป็นขบวนการระยะเดียวกับที่มีการหายใจโดยการใช้ก๊าซออกซิเจน การผลิตแสงเป็นการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่รอดตายจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติและอยู่มาได้จนถึงปัจจุบันนี้

สีของแสงที่เปล่งออกมา
หิ่งห้อยมีการผลิตแสงสีเขียวเหลืองตรงปลายท้อง และมีการเปล่งแสงเป็นจังหวะ ตัวผู้ในแสงเดียวกันจะเปล่งแสงเป็นจังหวะพร้อมกัน หิ่งห้อยต่างชนิดกันจะมีจังหวะในการเปล่งแสงแตกต่างกัน ส่วนตัวเมียจะไม่เปล่งแสงก่อน แต่จะเปล่งแสงตอบก็ต่อเมื่อได้รับแสงจากตัวผู้ชนิดเดียวกัน เป็นการบอกทิศทางให้ตัวผู้บินตามมา และแสงที่เปล่งออกมาอาจจะเปลี่ยนสีได้ตามที่ที่มันอยู่

นักชีววิทยาเรียกแสงของหิ่งห้อยว่าแสงเย็น (cold light) ทั้งนี้เพราะ กระบวนการปล่อยแสงจากตัวหิ่งห้อยให้ความร้อนไม่มากตมปกติหลอดไฟทั่วไป เวลลารับกระแสไฟมันจะแปลงไฟฟ้า 90% ของพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานความร้อน และแปลงพลังงาน 10% ที่เหลือเป็นแสงสว่าง ดังนั้น เวลาที่เราเปิดไฟทิ้งไว้เป็นเวลานาน ๆ หลอดไฟจึงร้อน แต่ในกรณีหิ่งห้อยมันแปลง 90% ของพลังงานเคมีในร่างกายเป็นแสง แสงพลังงานอีก 10% ที่เหมือนเป็นพลังงานความร้อน ดังนั้นอุณหภูมิของหิ่งห้อยจึงไม่สูง

แหล่งที่อยู่อาศัย
เนื่องจากหิ่งห้อย มักจะออกหากินในเวลากลางคืน และหลบซ้อนตัวในเวลากลางวัน ส่วนใหญ่หิ่งห้อยอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือตามพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้หนองน้ำ หรือลำธารที่มีน้ำใสสะอาด และที่สำคัญตรงนั้นต้องเป็นน้ำนิ่ง ตลอดจนบริเวณป่าโกงกาง ชายฝั่งทะเล ในระยะตัวเต็มวัยหิ่งห้อยมักเกาะอยู่ตามต้นลำพู และต้นลำแพนโพทะเล ต้นฝาก ต้นแสม ต้นสาคู และต้นเหงือกปลาหมอ โดยเฉพะป่าชายเลน ที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ ชาวบ้ายมักจะเรียกต้นไม้ที่มีหิ่งห้อยเกาะว่า " โกงกางหิ่งห้อย '' หิ่งห้อยที่เราเห็นบินวอนตามพุ่มไม้ส่วนใหญ่มักเป็นตัวผู้ส่วนหิ่งห้อยตัวเมียนั้น ชอบเกาะนิ่งตามกิ่งไม้

จากการที่หิ่งห้อย ชอบอาศัยตามแหล่งน้ำที่สะอาด ในช่วงวัยที่เป็นหนอนหิ่งห้อย ทำให้หิ่งห้อยเป็นตัวที่บงบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือ เสื่อมโทรมของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ความสำคัญของหิ่งห้อย
เนื่องจากหิ่งห้อยกะพริบแสงโดยเกิดจากกระบวนการทางเคมี โดยในปล้องแสงของหิ่งห้อยมีสารลูซิเฟอริน ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน โดยมีสารเร่งปฏิกิริยาลูซิเฟอเรส รวมทั้งได้รับพลังงาน ATP ซึ่งเป็นโปรตีน ที่ให้พลังงานในเชลล์จึงเป็นแนวทางในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ในเรื่องของการลุกไหม้ต้องอาศัยออกซิเจนเป็นตัวช่วย แสงยังสามารถ ใช้เป็นตัวบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีเพราะ ตามนิสัย ของหิ่งห้อยชอบอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้หนองน้ำ หรือลำธาร ที่เป็นน้ำใสสะอาด โดยเฉพาะป่าชายเลน

ช่วงเวลาดูหิ่งห้อย ที่บ้านปลาโลมารีสอร์ท
หลังจากหมดหน้าฝนจะเริ่มมีให้เห็นและเยอะที่สุดในฤดูหนาว




กิจกรรมที่น่าสนใจ

ล่องเรือชมปลาโลมา article
ดูนกนานาชนิดที่เกาะนก
พายเรือแคนูชมป่าชายเลน article
ชิมและชมฟาร์มเลี้ยงปลากะพง
ตกปลาและกุ้งแม่น้ำ



Copyright © 2010 All Rights Reserved.